รายได้,อาชีพเสริม,รายได้จากอินเตอร์เน็ต,MLM,รายได้จากเน็ต,ฮิฟ,เซิฟ,Franchise,Investment,Hyip,Surf,Forex,Adword,Google,Adsense,E-gold,E-bullion,E-point,Liberty,Paypal,SME,OTOP

รายได้ อาชีพ Raidai-D-D.com's Archiver

Snail white cream ครีมสเนลไวท์ ของแท้ ราคาถูกสุดๆ

placartoon กระทู้เมื่อ 21-5-2008 14:23

กะหรี่ปั๊บงาดำ สูตรต้นตำรับ รร.ชุมชนวัดดงยาง อร่อยลือชื่อ...เปิดสอนแล้ว

หากพูดถึง "กะหรี่ปั๊บ" ใครต่อใครต้องนึกถึงกะหรี่ปั๊บมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งขึ้นชื่อลือชามาก กลายเป็นแบรนด์การค้าที่ผู้บริโภครู้จักดี เช่นเดียวกับซาลาเปา ต้องนึกถึงซาลาเปาทับหลีเป็นลำดับแรก และอีกหลายแบรนด์ที่ใช้ชื่อท้องถิ่นเรียกขาน และโดยเฉพาะ "กะหรี่ปั๊บงาดำ" ที่จะนำมาพูดถึงในฉบับนี้ แม้ชื่อเสียงยังไม่ดังเท่าแบรนด์ข้างต้น แต่เชื่อว่าเรื่องรสชาติ มีการพัฒนาไปมากจนสร้างชื่อในระดับหนึ่งแล้ว

ผู้ที่เป็นต้นตำรับในการสร้างชื่อ กะหรี่ปั๊บงาดำ ให้เป็นที่รู้จัก คือ โรงเรียนชุมชนวัดดงยาง ที่มีอาจารย์รัตนา เศวตสุพร เป็นเจ้าของสูตร ผู้คิดค้นจนประสบความสำเร็จด้วยดี

ปัจจุบัน กะหรี่ปั๊บงาดำ เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น จากผู้ที่ได้รับประทานมีการบอกกันปากต่อปาก กลายเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง ตั้งอยู่ในอำเภอแห่งนี้

ผมเองก็เคยได้ยินจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ถึงความอร่อยของกะหรี่ปั๊บงาดำ สูตรนี้ และบังเอิญว่าอยู่มาวันหนึ่ง เจ้าของสูตรได้โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกันพอดี เพราะเหตุนี้จึงได้เชื้อเชิญให้มาเปิดสอน และได้นำขนมมาให้ชิมเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง คืออร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ



รู้จักวิทยาการ

อาจารย์รัตนา เศวตสุพร จบการศึกษาปริญญาตรี วิชาเอก การบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (ชื่อเดิม คือ วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา)

ประวัติการทำงาน เริ่มรับราชการครู ปี พ.ศ. 2523 และเริ่มสอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เมื่อปี พ.ศ. 2539 ปัจจุบันเป็นครูชำนาญการพิเศษกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่โรงเรียนชุมชนวัดดงยาง ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา 24120 (สอน ป.4-6)

จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อาชีพที่สอน มาจากการส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดในโครงการ 1 โรงเรียน 1 ผลิตภัณฑ์ จึงต้องคิดค้นผลผลิตที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยทดลองใส่งาดำลงในตัวแป้งกะหรี่ปั๊บ และทดลองสอนนักเรียนทำ แล้วส่งเข้าประกวด ผลปรากฏว่าได้รับคัดสรรให้เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

ถัดจากนั้น ได้ทำกะหรี่ปั๊บงาดำ ออกจำหน่ายตามงานต่างๆ เป็นการออกร้านในนามของโรงเรียนชุมชนวัดดงยาง โดยให้นักเรียนช่วยกันทำ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม และได้ออกงานต่างๆ อีก อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดได้กลายเป็นของดีของฝากที่ใครต่อใครรู้จักดี

นอกจากความชำนาญในการทำกะหรี่ปั๊บงาดำ อาจารย์รัตนายังมีฝีมือในการทำเค้กมะพร้าวอ่อน เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม และการแต่งหน้าเค้ก ขนมเทียนแก้ว ขนมปังฟักทองไส้ต่างๆ ขนมเปี๊ยะนมสด ขนมปุยฝ้ายสูตรนมสด ฯลฯ

มูลเหตุจูงใจที่ยอมเปิดสอน เพราะมองว่าการให้ความรู้เพื่อให้ผู้อื่นเกิดปัญญานั้น เป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่งที่ตนเองทำตลอดมา และจะทำต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว ด้วยคติประจำใจที่ว่า เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และดำรงตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นี่เป็นประวัติคร่าวๆ ของวิทยากรท่านนี้ ที่มีหัวใจแห่งความเป็นครูอย่างแท้จริง



รายละเอียดหลักสูตรที่สอน

ในการสอนกะหรี่ปั๊บงาดำ จะใช้เวลาเรียน 1 วันเต็มๆ โดยผู้เรียนจะได้ความรู้ครบถ้วน ทั้งเรื่องของแป้งนอก แป้งใน และการทำไส้ทั้งหมด 4 ไส้ ซึ่งล้วนเป็นไส้ยอดนิยมขายดี เช่น ไส้ไก่ ไส้ปลา ไส้ถั่ว ฯลฯ

นอกจากนี้ จะสอนเรื่องคิดต้นทุน กำไร การบรรจุภัณฑ์ และอีกหลายเรื่อง เรียกว่าเรียนจบสามารถทำขายได้ทันที

รายละเอียดการสอน ดังนี้

เวลา 09.00-12.00 น.

- แนะนำวัสดุอุปกรณ์ และวัตถุดิบในการทำไส้กะหรี่ปั๊บงาดำ พร้อมแจกเอกสารสูตรกะหรี่ปั๊บงาดำ

- สอนวิธีการเตรียมวัตถุดิบเพื่อทำไส้กะหรี่ปั๊บงาดำ ทั้งหมด 4 ไส้

- สอนวิธีการผัดไส้ไก่

- สอนวิธีการผัดไส้ปลา

- สอนวิธีการกวนไส้เผือก

- สอนวิธีการกวนไส้ถั่ว

เวลา 13.00-16.00 น.

- แนะนำวัสดุอุปกรณ์และวัตถุดิบในการทำตัวแป้งกะหรี่ปั๊บงาดำ และเคล็ดลับการผสมแป้งต่างๆ

- แบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน

- สอนการผสมแป้ง แบ่งแป้ง คลึงแป้ง การห่อและการพับริมแป้งให้สวยงาม

- สอนการทอดกะหรี่ปั๊บงาดำ และสอนการบรรจุภัณฑ์เพื่อการค้า

- สรุปผล การเรียนการสอน และตอบปัญหาข้อสงสัยของผู้เรียน

ท่านที่สนใจ สอบถามรายละเอียดการจองเรียน โทร. (02) 589-2222 ต่อ 2100-2103 ค่าเรียนรุ่นแรกที่ถือเป็นรุ่นแนะนำ เพียง 1,605 บาท (เปิดสอน วันที่ 15 มิถุนายน 2551)

ขอย้ำว่า มูลค่าความรู้ที่ท่านจะได้รับ คุ้มเกินคุ้ม...บอกกันสั้นๆ แค่นี้ละครับ



มุมมอง...

อาจารย์รัตนา เศวตสุพร

ต่อวิชาชีพที่สอน



คำแนะนำเบื้องต้น ในการก้าวสู่อาชีพที่จะสอน

1. สำหรับท่านที่ต้องการทำอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเรียนรู้กับผู้ชำนาญการอย่างจริงจัง และตั้งใจ แล้วกลับไปฝึกฝน

2. ทำเลการค้า แม้จะไม่มีร้านค้าเป็นของตัวเอง ก็ทำอาชีพนี้ได้เพราะของอร่อยมีคุณภาพ ทำอยู่ที่บ้านก็มีคนสั่งซื้อ

3. เงินทุน อาชีพนี้ไม่ต้องลงทุนมาก เพราะวัสดุอุปกรณ์ส่วนใหญ่ในครัวเรามีอยู่แล้ว

วิชาชีพที่สอน นำไปประกอบอาชีพได้อย่างไร

1. สำหรับกะหรี่ปั๊บงาดำสูตรนี้ ทำเมื่อไหร่ก็ขายได้ ใครได้ชิมต้องสั่งซื้อทุกคน (จากประสบการณ์การขายมา 5 ปี) และที่สำคัญ เราเป็นต้นตำรับสูตรนี้

2. อนาคตไปได้ไกล เพราะคนหันมาใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะงาดำมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก

หัวใจของธุรกิจ หรืออาชีพ เพื่อความสำเร็จ

1. ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ใช้วัตถุดิบดีมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย

2. ต้องอดทน เพราะบางครั้งขายดีจนไม่มีเวลาพักทานข้าว

3. เน้นความใหม่สด ทำไปขายไป

4. ไม่ใส่วัตถุกันเสีย

5. รับคำติชมจากลูกค้า และพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ

คำเชิญชวน ผู้สนใจที่จะมาเรียน

ขอเรียนเชิญ ท่านที่ต้องการมีความรู้ที่แปลกใหม่ รีบมาสมัครอบรม และในฐานะที่ทำอาชีพครู ดังนั้น การถ่ายทอดวิชาความรู้จึงทำแบบครูสอนนักเรียน คือจะบอกและสอนอย่างละเอียดทุกขั้นตอนแบบตัวต่อตัวไม่ปิดบัง ขนาดนักเรียน ป.4 สามารถออกไปทำขายได้ จนมีเงินเก็บหลายบาทแล้ว (ถ้าคุณแน่ คุณอย่าแพ้ ป.4)





หมูสะเต๊ะมิตรไชย

สูตรลับทหารอากาศ

ฤกษ์ดีเปิดสอน 25 พ.ค. 51



พอขึ้นต้นว่า "หมูสะเต๊ะ" ท่านที่เป็นแฟนประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน คงบอกว่า หมูสะเต๊ะอีกแล้วหรือ เพราะว่ามีเปิดสอนอยู่ก่อน 3 หลักสูตรด้วยกัน คือ หมูสะเต๊ะชาววัง ที่สอนโดย อาจารย์สุจิตรา เจริญภัทรเภสัช ซึ่งถือว่าสร้างชื่อมาเก่าก่อนตั้งแต่ยุคบุกเบิกศูนย์อาชีพฯ มติชน ผ่านการสอนมาแล้วนับรุ่นไม่ถ้วน มีผู้ประสบความสำเร็จกับหมูสะเต๊ะสูตรนี้มาแล้วมากมาย อีกหลักสูตรหนึ่งคือ หมูสะเต๊ะ สูตรอาจารย์สี่ ลานโพธิ์ ซึ่งสอนคู่กับไก่สะเต๊ะ เพิ่งเปิดสอนไปได้ 2-3 รุ่น และอีกหลักสูตรหนึ่ง สอนโดย อาจารย์สมพงษ์ เจนจรัสสกุล เรียกว่า หมูสะเต๊ะสูตรสายลม สอนคู่กับทอดมันปลา-กุ้ง เพิ่งเปิดสอนไปได้เพียงรุ่นเดียว

และล่าสุดที่จะนำมาเปิดสอนคือ "หมูสะเต๊ะมิตรไชย" โดย พ.อ.อ.นภดล สมคิด ผู้เป็นเจ้าของสูตร จะมาทำหน้าที่เป็นวิทยากร



ทำไมต้องหลากหลายสูตร

และสูตรไหนเด็ดกว่ากัน?

คำถามแรก ตอบได้ว่า เพราะต้องการให้หลักสูตรมีความหลากหลาย เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้ที่ต้องการทำหมูสะเต๊ะขาย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษาหลายๆ สูตร เพื่อประยุกต์ให้เป็นสูตรที่ตัวเองชอบที่สุด

ส่วนคำถามหลัง ดูว่าจะตอบยากสักหน่อย เพราะว่าแต่ละสูตรก็ต้องบอกว่า ของตัวเองเด็ด แต่คนกลางอย่างผมขอบอกว่า รสชาติอยู่ในขั้นที่ดีทั้ง 3-4 สูตรที่กล่าวมา ที่สำคัญที่สุด แต่ละสูตรจะมีจุดขายที่แตกต่างกัน มีความเป็นมาที่ไม่เหมือนกัน เรียกว่า สูตรใครก็สูตรมัน



"มิตรไชยหมูสะเต๊ะ"

มีความเป็นมาอย่างไร?

เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ผมได้รับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ตระการ และอาจารย์สิรินารถ ทรงสายสกุล ครูผู้สอนวิชาข้าวมันไก่ฮ่องเต้ (น้ำจิ้มสูตรมหัศจรรย์) บอกว่า ที่ใกล้ร้านของตนเอง (ย่านถนนนวมินทร์-หน้าหมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 2) มีหมูสะเต๊ะเจ้าหนึ่งที่ทำได้อร่อย อยากแนะนำให้มาสอน โดยได้ทาบทามเบื้องต้นไว้แล้ว ได้ฟังดังนั้นผมได้ให้อาจารย์ทั้งสองประสานงานเพื่อนัดหมายให้มาพบกันที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน

เมื่อถึงวันนัดหมาย เจ้าของสูตรหมูสะเต๊ะที่ว่าก็มาตามนัด พร้อมด้วยหมูสะเต๊ะมาให้ชิมชุดใหญ่ แต่ผมนั้นไม่ได้มาตามนัด เพราะติดภารกิจด่วนกะทันหัน แต่ผู้นัดก็โชคดีที่ได้พบ คุณโอภาส เพ็งเจริญ ผู้อำนวยการ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน จึงได้ถ่ายรูป และชิมหมูสะเต๊ะที่นำมามอบให้

ผลการชิมออกมาว่า รสชาติอร่อยระดับดี และเมื่อพูดคุยเบื้องต้นกับเจ้าของสูตรก็พร้อมใจที่จะถ่ายทอดความรู้อย่างเต็มที่

พ.อ.อ.นภดล สมคิด ผู้เป็นเจ้าของสูตรมิตรไชยหมูสะเต๊ะ เล่าให้ฟังว่า ตนเองรับราชการเป็นทหารอากาศ สังกัดกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (คปอ.) ระหว่างที่รับราชการก็พยายามมองหาอาชีพเสริม โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้ไปปรึกษาหารือกับพี่ชายแบบ ที่จังหวัดนครสวรรค์บ้านเกิด ว่าจะขายหมูกระทะแบบดีลิเวอรี่ ส่งถึงบ้าน ทำเป็นชุดๆ พี่ชายให้ไปศึกษาเรื่องอุปกรณ์และการทำ ว่าจะต้องลงทุนอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร

พอกลับเข้ามากรุงเทพฯ ได้พูดคุยกับ พ.อ.อ.ไพโรจน์ สะดวกดี นายทหารอากาศรุ่นพี่ ที่อยู่บ้านใกล้กัน เล่าให้ฟังถึงความตั้งใจที่จะทำร้านหมูกระทะเกาหลี เขาบอกว่า ทำหมูสะเต๊ะไหม ถ้าขายหมูกระทะต้องขายเหล้าซึ่งเราไม่ถนัด และข้างบ้านมีหมูกระทะอยู่แล้ว 2 ร้าน ก็เลยเปลี่ยนใจไม่ทำ

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของสูตรหมูสะเต๊ะจากนายทหาร พี่ก็เกิดความสนใจทันที พอวันรุ่งขึ้นก็โทรศัพท์หาพี่ชาย บอกว่า จะทำหมูสะเต๊ะ พี่ชายก็ส่งเงินทุนมาให้ 10,000 บาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ และเป็นทุนหมุนเวียน

ได้ซื้ออุปกรณ์ เช่น ตู้หมูสะเต๊ะ หม้อ เตาปิ้ง ฯลฯ ไปซื้อที่ตลาด ก.ม.8 แถวบ้าน

ในการทำครั้งแรกนั้น ได้เชิญ พ.อ.อ.ไพโรจน์ มาฝึกทำให้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งเป็นการสอนให้เรียนรู้ไปในตัว โดยทำทั้งหมด 600 ไม้ ขายที่หน้าบ้าน ปรากฏว่าขายหมดเลย

พอขายได้หมดก็ดีใจ เริ่มมีกำลังใจ จึงทำมาเรื่อยๆ แต่ยังทำไม่เป็นระบบ และต้องทำเฉพาะช่วงวันหยุดที่พักเวร ยังไม่สามารถกำหนดได้ตายตัว ว่าจะขายวันไหน จะบอกลูกค้าเจ้าประจำว่าจะกลับมาขายวันไหนอีก โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ต้องไปราชการที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ

ยกเว้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ก็เริ่มขายเข้าที่ ทุกวันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ เวลา 4 โมงเย็น-ไม่เกิน 1 ทุ่ม คือ 6 โมงเย็นก็จะเริ่มหมดแล้ว (หลังเปิดเทอม-กลางเดือนพฤษภาคม จะเปลี่ยนวันขายใหม่ คือ ขายวันจันทร์-ศุกร์ เวลาเดิม หยุดขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเปิดสาขาที่ตลาดวงศกร เพราะได้รับการติดต่อให้ไปขายที่นั่นอีกแห่งหนึ่ง)

ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าประจำ ที่โทรศัพท์มาสั่งจอง เพราะถ้าไม่สั่งจองก็จะไม่ค่อยได้กิน

เนื่องจากว่าขายดี นั่นเอง (จะพิมพ์นามบัตรไว้แจกลูกค้าที่ร้าน)

จุดขาย คือหน้าปากซอยนวมินทร์ 90 หมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 2 ขายได้วันละ 600-700 ไม้ ขายไม้ละ 3 บาท และเพิ่งปรับราคาเป็นไม้ละ 3.50 บาท เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะหมูขึ้นราคา ทั้งกะทิน้ำตาลก็ขึ้นตาม

นอกจากการขายที่ประจำ เคยไปขายที่ตลาดนัดองค์การโทรศัพท์ ย่านหลักสี่ทุกสิ้นเดือน ขายได้ดีมาก ขายได้ต่อวัน 1,000-1,500 ไม้ (ขายช่วงเช้า 06.00-09.00 น. และช่วงพักเที่ยง 11.30-13.30 น.)

ในการขายนั้นจะมีภรรยาเป็นคนขายหลัก ส่วน พ.อ.อ.นภดล จะทำหน้าที่ปิ้งหมูสะเต๊ะ และหมักหมูสะเต๊ะ เพื่อเตรียมขายในแต่ละวัน



ชื่อว่า "มิตรไชยหมูสะเต๊ะ"

เป็นมาอย่างไร?

ใครที่ได้ฟังชื่อ "มิตรไชยหมูสะเต๊ะ" จะต้องแปลกใจ หรือสะดุดใจอยู่บ้างว่า เพราะเหตุใดชื่อจึงไปใกล้เคียงกับพระเอกลิเก นักร้องชื่อดัง

เรื่องนี้ พ.อ.อ.นภดล บอกว่ามีที่มา คือว่าเหตุที่ตั้งชื่อหมูสะเต๊ะว่า "มิตรไชยหมูสะเต๊ะ" ก็เพราะว่า ตนเองเป็นคนที่ชื่นชอบลิเก และน้ำเสียงคุณไชยา มิตรไชย เป็นอย่างมาก ก็เลยมีความคิดว่าชื่อ มิตรไชยหมูสะเต๊ะดีกว่า ซึ่งคิดว่าเป็นชื่อที่ดีที่ตัวเองภาคภูมิใจ



ที่ผ่านมา เคยสอนให้ใครบ้างไหม?

สำหรับหมูสะเต๊ะสูตรนี้ พ.อ.อ.นภดล ไม่เคยสอนให้ใครอย่างเป็นทางการ แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาจะได้รับความสนใจมากก็ตาม ยกเว้นเคยมีแม่ค้าที่ทำหมูสะเต๊ะอร่อยคนหนึ่ง พอได้ชิมสูตรนี้จะขอซื้อสูตร แต่ก็ไม่ได้ขาย ได้แต่แนะนำไป

อีกคนหนึ่ง เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มาทำงานข้างร้าน ได้กลิ่นหมูสะเต๊ะลงมาซื้อ 50 ไม้ครั้งแรก ทานกับลูกน้อง เกิดติดใจจึงมาถามว่าเคยขายสูตรไหม มีคนเคยมาขอซื้อไหม เราบอกมีแต่ไม่ขาย คืออยากได้ต้องมาศึกษาเอง

และอีกคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ที่ทำงานขอสูตรไปขายที่จังหวัดหนองบัวลำภู เห็นบอกว่าขายได้ดี

นอกจาก 3-4 คนที่กล่าวมานี้ ยังไม่เคยสอนให้ใครเลย

กระทั่งทราบข่าวว่า ศูนย์อาชีพฯ มติชน เปิดสอนวิชาชีพให้กับผู้สนใจ จึงอยากจะเข้าร่วมเป็นวิทยากร เพราะคิดว่าเป็นการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นระบบ และส่งเสริมอาชีพให้กันและกัน

ถามว่าหวงสูตรหรือไม่?

พ.อ.อ.นภดล บอกว่า ถ้าความรู้อยู่กับคนคนเดียวมันไม่เผยแพร่ ถ้าเราแก่ตัว สูตรอยู่กับลูกก็ไม่รู้ว่าลูกจะทำต่อหรือไม่ แต่ถ้าให้คนอื่นที่เขามีความตั้งใจ และเขาไปทำขาย มีฐานะดีขึ้นเราก็ดีใจด้วย

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ตัดสินใจเผยแพร่ เพราะคิดว่าในเมื่อ พ.อ.อ.ไพโรจน์ ได้บอกสูตรนี้ให้ตนเอง และตอนนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว จึงควรตอบแทนบุญคุณด้วยการบอกสูตรต่อๆ กันไป

"พี่เขาบอกว่า ใครอยากได้สูตรก็อย่าไปคิดเงินอะไรเขามาก เน้นว่าให้เขามีอาชีพมากกว่า" นี่เป็นคำพูดของ พ.อ.อ.ไพโรจน์ เจ้าของสูตร ที่ พ.อ.อ.นภดล ยังจำคำพูดของท่านได้เป็นอย่างดี

การเปิดสอนที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้ต่อสาธารณชน ที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ กำหนดไว้ท่านละ 2,140 บาท ซึ่ง พ.อ.อ.นภดล บอกว่า เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับหมูสะเต๊ะสูตรนี้ที่ตนเองมีประสบการณ์ 4-5 ปี

ที่ผ่านมาตนเองได้ตระเวนชิมอาหารต่างๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ถามไถ่เรื่องการขอซื้อสูตร แต่ละรายคิดสูงมาก อย่างน้ำสลัดที่ตนเองเคยคิดจะขายเสริมหมูสะเต๊ะ และเคยขายมาระยะหนึ่งต้องจ่ายเงินค่าสูตร 5,000 บาท หรืออย่าง ยำแหนมสด ถามเขาดูก็ต้องจ่ายเงิน 4,000-5,000 บาท เขาจึงจะยอมบอกสูตรให้

เกี่ยวกับสูตรหมูสะเต๊ะที่จะสอนให้นั้น พ.อ.อ.นภดล มั่นใจมากว่ามีความอร่อยที่แตกต่างกว่าสูตรอื่นๆ โดยมีขั้นตอนการทำที่ต้องพิถีพิถันพอสมควร ตั้งแต่การเลือกหมูที่ต้องเลือกหมูสาว การหมักหมูต้องหมักข้ามคืน แช่ไว้ในลังน้ำแข็งป่น (กรณีทำเช้าขายเย็น รสชาติจะแตกต่างกันนิดหน่อย และหมักไว้ในตู้เย็น ความเย็นจะไม่ได้ระดับ) น้ำจิ้มจะต้องทำวันต่อวัน ถ้าเหลือเททิ้ง ฯลฯ

ข้อคิดอย่างหนึ่งที่ พ.อ.อ.นภดล ฝากไว้ก็คือว่า ในการขายหมูสะเต๊ะหรือขายอาหารนั้น เราต้องจินตนาการได้ดี ต้องสมมติว่าตัวเองเป็นลูกค้ามาซื้อ เราต้องให้มีคำติชมให้น้อยที่สุด ใครติชมต้องรับฟัง และต้องทำต้องขายด้วยหัวใจจริงๆ



รายละเอียดหลักสูตร เป็นอย่างไร?

ในการสอนหมูสะเต๊ะสูตรนี้ กำหนดไว้ 1 วัน ใน 1 วัน ผู้เรียนจะได้รับความรู้ครบเครื่อง เริ่มตั้งแต่ช่วงครึ่งวันเช้า จะเริ่มต้นจากการรู้จักวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ว่าถ้าจะลงทุนทำอาชีพขายหมูสะเต๊ะจะต้องเตรียมซื้ออะไรบ้าง ราคาเท่าไร ซื้อได้ที่ไหน ถัดจากนั้นจะเรียนรู้เรื่องของวัตถุดิบที่จะต้องใช้ ประกอบด้วยตัวไหน แต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไร เลือกซื้ออย่างไร ราคาแพงไหม ซื้อหาได้ที่ไหน

เมื่อเข้าใจเรื่องของการลงทุนและวัตถุดิบต่างๆ ก็จะนำเข้าสู่บทเรียนเรื่องสูตรหมูสะเต๊ะ ว่าสูตรที่จะให้ฝึกทำนั้นมีส่วนผสมอะไรเท่าไร แตกต่างกับสูตรอื่นอย่างไร ถัดจากนั้นจะเริ่มลงมือหมักหมูด้วยส่วนผสมที่เตรียมไว้ ในขณะที่เตรียมหมูที่หั่นไว้พร้อมแล้ว ซึ่งผู้เรียนจะได้ช่วยกันหั่นเพื่อฝึกความชำนาญ และฝึกการเสียบไม้ด้วย

ระหว่างที่รอให้หมูที่หมักเข้าที่ จะเตรียมตัวทำน้ำจิ้มถั่ว น้ำอาจาด และเครื่องเคียงต่างๆ

ช่วงบ่าย จะเตรียมการปิ้งหมูสะเต๊ะ ด้วยเตาที่วิทยากรเตรียมมาจากบ้าน การจุดไฟ การใช้ไฟ การเลือกถ่านที่ใช้ และเมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะเริ่มปิ้งหมูสะเต๊ะชุดแรก โดยวิทยากรจะสาธิตให้ดูว่ามีลักษณะการปิ้งอย่างไร มีข้อจำกัดหรือเคล็ดลับอะไรบ้าง

จากนั้นจะให้ผู้เรียนลงมือปิ้งกันเอง โดยวิทยากรจะคอยแนะนำอย่างใกล้ชิด

เมื่อปิ้งเสร็จ จะเปิดโอกาสให้ชิม และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหมูสะเต๊ะที่ทำได้

ปิดท้าย จะสรุปบทเรียนที่ยังข้องใจ หรือสงสัยอย่างตรงไปตรงมา และบรรจุหมูสะเต๊ะใส่กล่องไปฝากที่บ้าน

ทั้งหมดนี้เป็นรายละเอียดของหลักสูตรที่จะสอน ซึ่งวิทยากรมั่นใจว่า ทุกท่านที่เข้าเรียนจะสามารถทำได้จริง และขายได้จริงๆ

อย่างไรก็ดี การที่จะขายได้ดี ยังประกอบด้วยปัจจัยอื่นๆ อีกมาก ซึ่งวิทยากรจะได้นำความรู้และประสบการณ์ของตนเองมาบอกเล่าอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้รับ ไปทำเป็นอาชีพได้จริงๆ

พูดมาถึงตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า รีบจองเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ รุ่นแรก วันที่ 25 พฤษภาคม รุ่นต่อไป วันที่ 15 มิถุนายน 2551...ด่วนนะครับ

แหล่งที่มาจาก มติชนกรุ๊ป

หน้า: [1]

Powered by Discuz! Archiver 7.2  © 2001-2009 Comsenz Inc.